คนฟังเพลงไทยในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คครองเมืองเป็นอันต้องช็อกไปตามๆ กัน เมื่อเป็นที่แน่นอนแล้วว่า “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ค่ายเพลงระดับยักษ์ของไทย ตัดสินใจออกนโยบายใหม่ โดยจะไม่มีการอัพโหลดมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ๆ ของศิลปินในสังกัดลงเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง “ยูทิวบ์” (YouTube) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เหตุที่ต้องดำเนินนโยบายเช่นนี้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ให้เหตุผลว่ามีปัญหาในเรื่องของลิขสิทธิ์ เนื่องจากไฟล์ที่มีการอัพโหลดลงยูทิวบ์นั้น สามารถนำไปแปลงเป็นไฟล์เอ็มพีสามได้ ซึ่งการอัพโหลดลงยูทิวบ์จะมีเฉพาะสปอต มิวสิควิดีโอ ตัวอย่างเพลง ตัวอย่างหนังและละครเท่านั้น โดยนโยบายนี้ยังครอบคลุมไปถึงเว็บไซต์ของแกรมมี่อย่าง Gmember ด้วย แน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมทำให้คนฟังเพลงในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่เสพเพลงค่ายนี้จริงๆ จะต้องปรับตัว เพราะหากไม่ได้ชมในทีวีดาวเทียมโดยเฉพาะช่องแกรมมี่ หรือรายการเพลงของจีเอ็มเอ็มทีวี ตามฟรีทีวีทั่วไป ก็ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อดาวน์โหลดเอ็ม.วี.มาลงในมือถือเพื่อรับชม หรือดาวน์โหลดเพลงเต็ม (Fullsong) เพื่อรับฟังตามต้องการ ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ ทั้งเว็บบอร์ดและโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะทราบกันดีว่าพฤติกรรมในการฟังเพลงยุคนี้ มักจะบอกต่อกันผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ โดยมีวีดีโอเซอร์วิสอย่างยูทิวบ์เป็นแหล่งเผยแพร่เอ็ม.วี. และเพลงตัวอย่าง ด้วยช่องทางนี้เคยสร้างปรากฏการณ์กับศิลปินหน้าใหม่ให้รู้จักและโด่งดังมาแล้ว ASTVผู้จัดการ Live จะคุยกันถึงเรื่องนี้ ในมุมมองที่ต่างออกไปจากคนทำเพลง คนฟังเพลงในโลกออนไลน์ และคนเล่นดนตรี เพื่อที่จะสะท้อนมุมมองต่อค่ายเพลงยักษ์ที่ออกมาตรการชนิดที่ว่าไม่สนพลังโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปรียบได้กับทุบหม้อข้าวตัวเองเช่นนี้ ว่าพวกเขามีมุมมองอย่างไร • คนทำเพลง “ถ้าแพลตฟอร์มไม่ดีพอ เสียตลาดในเน็ตง่ายๆ” ซูชิ-พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งและโปรดิวเซอร์ค่ายเพลงเลมอนแฟคทอรี (Lemon Factory) กล่าวกับเราถึงเรื่องนี้ว่า ในต่างประเทศก็มีที่ไม่ให้ลงยูทิวบ์เยอะ โดยเฉพาะค่ายโซนี่มิวสิคเป็นส่วนใหญ่ เพราะยูทิวบ์ไม่แบ่งค่าโฆษณาให้ ซึ่งในกรณีที่ขายเป็นเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ (Exclusive Content) ให้วีดีโอเซอร์วิสเจ้าอื่นจะได้เงิน แม้จะเปิดให้บริการภายใต้ชื่อ VEVO แต่ปัจจุบันยังไม่เปิดบริการให้ค่ายเพลงไทย “ค่าแอด (โฆษณา) จากการฟังฟรีนั้น เผลอๆ มูลค่าอาจจะมากกว่าการขายดิจิตอลอีก บ้านเราอาจจะไม่ชินกับโมเดลมิวสิคพับลิชเชอร์ (Music Publisher) เพราะในต่างประเทศเองการเอาเพลงเปิดตามคลื่นวิทยุก็ต้องจ่ายเงินกับเจ้าของเพลงทุกครั้ง ดังนั้นการเอาคอนเทนต์ใดไปหาโฆษณา ต้องมีส่วนแบ่งให้เจ้าของคอนเทนต์” พริษฐ์กล่าว เมื่อถามว่าการที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ไม่พึ่งช่องทางยูทิวบ์ในการปล่อยเพลงหรือเอ็มวี มีผลกระทบต่อฝ่ายใดมากที่สุด เขามองว่าถ้า
แพลตฟอร์มที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะนำไปเผยแพร่ ไม่เข้าถึงง่ายเท่ายูทิวบ์ เช่น การแปะวอลล์ในเฟซบุ๊กได้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะเสียเอง ซึ่งถ้ามีแพลตฟอร์มที่เข้าถึงง่ายพอกัน ซึ่งก็คงยาก คนฟังก็ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ทั้งหมดต้องคิดบนฐานที่ว่าเพลงเป็นทรัพย์สินของบริษัท “ผมมองว่าประเด็นคนเล่นคัพเวอร์ (Cover) เพลงจีเอ็มเอ็ม อัพได้ไหม อันนี้สร้างผลกว่าครับ เพราะเท่ากับปิดประตูไวรัลมาร์เก็ตติ้ง (Viral Marketing) ตัวเอง” พริษฐ์กล่าว เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มีข้อห้ามแก่ผู้ให้บริการบล็อกในไทย คือห้ามใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง และการเผยแพร่ไฟล์ให้ดาวน์โหลด แต่การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน สามารถทำได้ เมื่อยูทิวบ์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวีดีโอเซอร์วิสในต่างประเทศ คิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะเปิดช่องตรงนี้อย่างอะลุ่มอะล่วยได้ พริษฐ์มองว่า เป็นไปได้ยากมาก ถ้าค่ายเพลงอยากให้คอนเทนต์ทำเงินให้มากขึ้น เพราะพฤติกรรมวัยรุ่น ตนคาดว่าฟังเพลงจากยูทิวบ์เกิน 90% ถ้าไม่ทลายตรงนี้ไม่ค่อยมีช่องให้ทำธุรกิจ เมื่อถามว่ากรณีนี้ถ้าคิดในมุมศิลปิน โดยเฉพาะนักร้องหรือวงดนตรีหน้าใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้จักจะเป็นอุปสรรคในการโปรโมตผลงานมากน้อยแค่ไหน พริษฐ์กล่าวว่า ผลที่เกิดขึ้นตนคิดว่าเพลงอินดี้จะยึดหัวเมือง และมหาวิทยาลัยได้เพิ่มอย่างรวดเร็ว และวงใหม่ๆ ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะต้องใช้กลยุทธ์อื่นผลักดันศิลปิน “อาจจะเป็นการให้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ หรือให้ออกรายการทีวีตัวเองเยอะๆ ซึ่งแน่นอน จีเอ็มเอ็ม แซด จะได้ความเอ็กซ์คลูซีฟ ให้สามารถหารายได้อีกช่องทางได้ แต่ในกลุ่มเมืองซึ่งใช้อินเตอร์เน็ตตลอดเวลา ถ้าแพลตฟอร์มใหม่ไม่ดีพอ เสียตลาดนี้ไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะวงใหม่ๆ” พริษฐ์กล่าว เมื่อถามว่า แสดงว่าฐานผู้ชมหรือคนฟังเพลงระหว่างทีวีดาวเทียม หรือรายการฟรีทีวีของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กับอินเตอร์เน็ตนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงหรือไม่ พริษฐ์กล่าวว่า มีส่วนทับซ้อนกันอยู่บ้าง แต่คนฟังเพลงจากเน็ตเป็นหลัก ตนเห็นว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะเปิดช่องเพลงหาเพลงใหม่ หรือฟังเพลงจากทีวี • คนฟังเพลงในโลกออนไลน์ “สร้างระบบปิดยังไง ก็ต้องเหลือพื้นที่ให้แชร์ต่อ” วรทรรศน์ วงษ์ไทย คอลัมนิสต์ด้านไอที ที่ในอีกสถานะหนึ่งยังเป็นนักฟังเพลงไทยตัวยง กล่าวกับเราถึงเรื่องเดียวกัน ระบุว่าเป็นมาตรการที่ช็อกความรู้สึกพอสมควร เพราะแต่เดิม จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นผู้นำในการจำหน่ายเพลงแบบดิจิตอลมาก่อนใคร เรียกได้ว่าเป็นผู้นำมาแบบมาก่อนกาลด้วยซ้ำ ตั้งแต่การใช้ระบบไอคีย์ (iKey) การขายผ่านโมบายอินเตอร์เน็ต หรือแวป (Wap) และการขายผ่านร้านตัวแทนจำหน่ายแอปเปิล เลยไม่นึกว่าจะได้เห็นนโยบายนี้ออกมา เมื่อถามว่า เหตุที่ออกมาตรการนี้มาเพราะอ้างว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ คิดว่าทำถูกทางหรือไม่ วรทรรศน์กล่าวว่า ในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ทำแบบนี้ก็ถูกต้อง ซึ่งเขามีสิทธิ์ในการผลักดันเข้าฟอร์แมต (รูปแบบ) ปิด แต่ถูกใจคนฟังหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง “คือการเข้าสู่ระบบปิดแบบนี้ คุณต้องมีอีโคซิสเทม (ระบบการหารายได้) ที่ดีพอก่อน แอปเปิลถึงพยายามสร้างไอจูน (iTunes) ขึ้นมา จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ก็เลยพยายามสร้างแอพพลิเคชั่น *123 โหลดได้หมด แต่การสร้างระบบปิดยังไง มันต้องเหลือพื้นที่ให้แชร์ต่อ แล้วคุณภาพมันต้องดีพอ เอื้อต่อการนำไปดูที่ไหนๆ หรือแปลงลงสื่ออื่น ซึ่งยุคที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ทำไอคีย์น่าจะมีบทเรียนนะว่าการดันตัวเองเข้าสู่แพลตฟอร์มปิดผลมันเป็นยังไง” วรทรรศน์กล่าว เขายกตัวอย่างในมองมุมนักร้องทั้งโลกอย่าง จอห์นนีส์จูเนียร์ (Johnny's Jr.) ของญี่ปุ่นปิดกั้นศิลปินตัวเองมาก แม้ผลงานจะดี แต่คนมักไม่รู้จักเท่าศิลปินเกาหลี เพราะฉะนั้น การผลักคนเข้าระบบปิด วงการเพลงโลกมันทำมาเยอะแล้ว ตั้งแต่การจัดการสิทธิดิจิตอล หรือ ดีอาร์เอ็ม (DRM) และสารพัด มันเป็นเรื่องที่เชยมาก โลกนี้มันเป็นยุคออนดีมานด์แล้ว ค่ายบิ๊กทรีของวงการเพลงโลกจับมือเปิด VEVO เพราะตลาดเพลงมันข้ามช่องทางตายตัวไปแล้ว ซึ่งรายได้ของ VEVO มาจากส่วนแบ่งรายได้ ผนวกกับลิ้งค์ที่เข้าไปขายเพลงร้านดิจิตอล ซึ่งตอนนี้จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ก็ขายบนไอจูน เมื่อถามว่า ในส่วนของคนฟังเพลง เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนไปอยู่บนโลกออนไลน์หมดแล้ว ถ้าการที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ออกมาตรการนี้เพื่อบีบให้ไปดูช่องแกรมมี่แล้ว จะมีคนฟังปรับตัวมากน้อยแค่ไหน วรทรรศน์กล่าวว่า คนเราจำเป็นหรือที่จะต้องจ่ายค่าจานหรือกล่องทีวีดาวเทียมในการดูเอ็ม.วี. ในเมื่ออีกหลายค่ายดูได้ผ่านยูทิวบ์ “อย่างมากก็ใช้ชีวิตแบบยุค 90 คือนั่งรอหน้าจอทีวี แต่สมัยนี้ไม่ใช่ยุคโทรทัศน์ดนตรีครองโลกเหมือนเอ็มทีวี แชนแนลวี ครองเมือง ถึงจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะมี แบงแชนแนล มีกรีนแชนแนล แต่ค่ายอื่นก็มี” วรทรรศน์กล่าว ในส่วนของศิลปิน ที่จะมักเข้าหายูทิวบ์ในการเผยแพร่ผลงาน เมื่อจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่กลับมีแนวคิดสวนทาง คิดว่าศิลปินโดยเฉพาะหน้าใหม่ๆ จะกระทบมากแค่ไหน วรทรรศน์มองว่า มีแน่นอน นักร้องทุกวันนี้เกิดเยอะจนมีคำถามว่าคนนี้คือใคร การดูทีวีคุณกดพอส (Pause) ไม่ได้ แต่ยูทิวบ์มันทำได้ ถ้าเพลงดีคนก็แชร์ต่อ “คือตัวศิลปินพร้อมเข้าสู่โซเชียลมีเดีย ผมเพิ่งไปงานโซเชียลพรีเมียร์ของวงโซคูลมา ดึงคนจากโซเชียลมีเดียมาลองฟังเพลงใหม่ แล้วกระจายต่อแบบไวรัล (ปากต่อปาก) ขนาดนักร้องที่ดังๆ รุ่นใหม่ยังออกปากบนทวิตเตอร์เองเลยว่าหาเอ็ม.วี.ตัวเองดูยากจัง อันนี้ก็คิดเอาเองละกัน” วรทรรศน์กล่าว เขากล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่าเพลงยิ่งถูกแชร์เท่าไหร่ ยิ่งกลายเป็นกระแสไวขึ้น อย่างเพลงของ แช่ม แช่มรัมย์ คนดูเป็นล้าน ถ้าแช่มลงในทีวีจะมีคนดูขนาดนี้หรือไม่ หรือวงดนตรีงานเลี้ยงหัวเมืองรอบนอกยังใช้ยูทิวบ์ ที่ทุกคนรู้จักก็คือ น้องจ๊ะ คันหู (นงผณี มหาดไทย) หรืออีกตัวอย่างคือค่ายเพลงท็อปไลน์ ไดมอนด์ คือเวลาของค่ายลูกทุ่งมักอยู่วันธรรมดาตอนบ่าย หรือหลังเที่ยวคืนในฟรีทีวี พอมียูทิวบ์ ก็ดูได้ 24 ชั่วโมง เมื่อถามว่า ในท้ายที่สุดเมื่อแกรมมี่ออกมาตรการนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลว ในเมื่อมีอีกสอง-สามค่ายที่ใช้ยูทิวบ์แนะนำเพลงหรือเอ็ม.วี.
วรทรรศน์กล่าวว่า ความล้มเหลวของคนอื่นมีไว้เรียนรู้ มีธุรกิจเพลงที่พลาดกับระบบการขายหรือรูปแบบการเผยแพร่ที่คนไม่นิยมมาแล้ว ตนมองว่าคนวางนโยบายของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ อาจจะตรองดูกับกระแสสังคมออนไลน์ในตอนนี้อย่างเงียบๆ อยู่ “จากการที่ผมเคยคุยกับผู้บริหารค่ายย่อย ทีมครีเอทีฟของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่มาบ้าง เค้าพร้อมอ้าแขนรับโซเชียลมีเดียนะ ถึงอาจจะรู้เกี่ยวกับมันไม่มาก แต่คนวางกลยุทธ์ พร้อมจะเปิดใจเรียนรู้พฤติกรรมการดู การจ่ายเงิน ของคนที่ไปอยู่บนโลกออนไลน์แค่ไหน“ วรทรรศน์ กล่าว • ศิลปินยุคโซเชียลมีเดีย “ตัดขาดยูทิวบ์ ตัดช่องทาง พี.อาร์.สำคัญ” ป๊อบ-กิตติวัฒน์ ปังประเสริฐกุล มือกลองวงกอริลล่า (Gorilla) ที่ได้อาศัยวีดีโอเซอร์วิสอย่างยูทิวบ์ในการโปรโมตผลงาน มองว่าการที่
จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ออกมาตรการเช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะมั่นใจในตัวเองไปหน่อย ปัจจุบันต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าผู้บริโภคสมัยนี้จะต่างจากเมื่อก่อนมาก ด้วยยุคที่การแข่งขันในวงการเพลงมีเยอะขึ้น ทางเลือกของผู้บริโภคเยอะขึ้น บวกกับในบ้านเราการละเมิดลิขสิทธิ์ถูกมองว่ากลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ดังนั้น ศิลปินยุคนี้รายได้หลักส่วนใหญ่มาจากการโชว์ตัวและเล่นสดบนเวที “การตัดขาดยูทิวบ์ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะทำให้เหมือนตัดช่องทาง พี.อาร์.ที่สำคัญ พลังโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นมหาศาลมาก ดังนั้นยูทิวบ์จริงๆ แล้วก็เหมือนบริษัท พี.อาร์. ที่ใหญ่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะมันคือการแชร์ที่เห็นกันทั้งโลก” กิตติวัฒน์ กล่าว เมื่อถามว่า แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ คิดว่าศิลปินแกรมมี่โดยเฉพาะหน้าใหม่ๆ ที่ไม่รู้จักกระทบมากจนน่าเป็นห่วงแค่ไหน ในเมื่อจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เหมือนจะปฏิเสธช่องทางออนไลน์ไป กิตติวัฒน์กล่าวว่า มากถึงมากที่สุด เคยมีคนถามตนว่าหากไม่มียูทิวบ์เราจะรู้จัก รูม 39 หรือวัชราวลีหรือเปล่า ตนบอกได้เลยว่าไม่มีทาง “โดยเฉพาะวัชราวลี เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก เพราะส่วนตัวผมรู้จักกับสมาชิกในวงคนหนึ่ง ซึ่งเขายอมรับว่า วงมีทุกวันนี้ได้เพราะแค่โหลดเพลงลงยูทิวบ์เพื่อไว้ฟัง กันอนาคตไฟล์หายเท่านั้น แต่เผอิญมีคนมาพบและนำลิ้งก์ไปแชร์ต่อกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ขณะที่วงฟังกี้เบอร์เกอร์ ก่อนจะลงยูทิวบ์แทบไม่มีใครรู้จัก มีบ้างที่บางคนบังเอิญเจอในทีวี แต่ก็ไม่มีใครสามารถนั่งดูทีวีช่องเพลงได้ทั้งวัน พอมีการนำเอ็ม.วี.มาลงยูทิวบ์ คนถึงได้เริ่มรู้จักอย่างเห็นได้ชัด” กิตติวัฒน์ยกตัวอย่าง ในมุมมองต่างกัน การที่ค่ายใหญ่ถอดใจไม่ลงมาเล่น วงดนตรีหน้าใหม่หรือศิลปินอินดี้จะมีโอกาสแจ้งเกิดในยูทิวบ์มากขึ้นหรือไม่
กิตติวัฒน์กล่าวว่า ต่อให้ค่ายใหญ่ยังอยู่ วงดนตรีทุกวงก็มีโอกาสเท่าๆ กัน ยูทิวบ์มีคนดูกันทั้งโลก คนดูมีโอกาสตัดสินคุณภาพได้อย่างอิสระ
ดังนั้น ค่ายใหญ่ค่ายเล็กแทบไม่มีผลเลย เพราะสุดท้าย เอ็ม.วี. แบบทางการก็ลงได้คนละตัวเท่ากัน เกิดไม่เกิดมันขึ้นอยู่กับการแชร์ของผู้บริโภคเอง เมื่อถามถึงในแง่พฤติกรรมของคนฟัง การที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ออกมาตรการนี้ เพื่อบีบให้คนฟังเพลงในอินเตอร์เน็ตมาดูทีวี คนฟังจะยอมเปลี่ยนหรือไม่ กิตติวัฒน์มองว่า อาจจะทำได้กับกลุ่มที่ไม่เล่นอินเตอร์เน็ต และรู้จักแต่ศิลปินแกรมมี่ อาร์เอส ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัด แต่คงเป็นส่วนน้อย “กลุ่มที่น่าจะดาวน์โหลดได้น่าจะเป็นคนที่ชอบลูกทุ่งและมีกำลังซื้อ ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นคงเก็บได้น้อยเพราะกลุ่มนี้เล่นอินเตอร์เน็ตและมีทางเลือกเยอะ วัยรุ่นคงไม่เปลี่ยนพฤติกรรมมาก คงไม่ถึงขั้นลงแดงต้องซื้อกล่องเคเบิ้ลเพื่อมาดูแค่เอ็ม.วี.ค่ายๆ เดียว” กิตติวัฒน์ กล่าว ส่วนการที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ออกมาตรการนี้ ฝ่ายใดกระทบมากที่สุด และจะสำเร็จหรือล้มเหลว กิตติวัฒน์กล่าวว่า ศิลปินเสียหายสุด พวกเขาเหมือนไม่มีช่องทางให้โลกรับรู้ว่ามีตัวตน ความสำเร็จในอาชีพก็เกิดได้ยากถึงยากที่สุด ท้ายที่สุดมาตรการนี้ อาจอยู่ในระดับทรงตัว คือไม่ถึงกับล้มเหลวแต่ก็คงไม่ค่อยกำไร “เชื่อว่าท้ายที่สุดค่ายใหญ่อย่างแกรมมี่ก็คงต้องกลับมาใช้ช่องทางนี้อีกครั้ง เหมือนมีช่องทางให้โฆษณาฟรีๆ แถมยังโฆษณางานได้ทั่วโลกทำไมจะไม่มีใครชอบ” กิตติวัฒน์คาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ เราถามทิ้งท้ายว่า การตัดสินใจของแกรมมี่เหมือนกำลังฆ่าตัวตายไหม เมื่อปฏิเสธช่องทางนี้ กิตติวัฒน์กล่าวว่า “ฆ่าตัวตายเลยแหละถ้าทำจริงๆ ที่บอกว่าถ้าทำจริงๆ เพราะผมยังไม่ปักใจเชื่อนะว่าจะทำ อาจเป็นการซาวเสียงดูหรือไม่ว่าแนวโน้มทำได้ไหม ระดับแกรมมี่คงไม่คิดสั้นมั้ง…”
|